มุมมองดิจิทัล

ผลสำรวจ depa ชี้ว่าการใช้ดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่อยู่ระดับ Industry 2.0

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเผยผลสำรวจความหนาแน่นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมปี 2567 ซึ่งดำเนินการร่วมกับ UNIDO โดยระบุว่า 70% ของกลุ่มตัวอย่างใช้โซลูชันระดับ Industry 2.0 ขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริหารการผลิต ความสัมพันธ์ลูกค้า และการบริหารองค์กรยังมีการใช้งานระดับต้นหรือแยกส่วนมาก

การสำรวจครอบคลุม 9 อุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน หนัง กระดาษและสิ่งพิมพ์ ยาง และพลาสติก ในการศึกษานี้ depa อธิบาย Industry 2.0 ว่าเป็นการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบบฟอร์มออนไลน์หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และรายงานว่ามีการขยับจากวิธี manual และ analog ที่พบในปี 2564

ผลรายด้านระบุว่า 57% ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ระดับ Industry 2.0 ในความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ ขณะที่ 90.67% ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังอยู่กับเครื่องมือแบบเดิม 87.33% ในการบริหารกระบวนการผลิตยังใช้ระบบอัตโนมัติพื้นฐาน 70% ในความสัมพันธ์ลูกค้ายังพึ่งอีเมล และ 69.33% ในการบริหารธุรกิจใช้ระบบแยกตามแผนก สัดส่วนเหล่านี้อธิบายกลุ่มตัวอย่างและไม่ควรเหมารวมว่าเป็นสภาพของทุกโรงงานไทย

depa ระบุว่าอุปสรรคสำคัญยังรวมถึงการรับรู้เทคโนโลยีที่จำกัด การขาดบุคลากรดิจิทัล การเข้าถึงเงินทุน และความไม่พร้อมลงทุนของกิจการขนาดเล็ก พร้อมเสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งไปสู่ Industry 4.0 ภายในห้าปี องค์กรสามารถเริ่มจากสร้างข้อมูลฐานของกระบวนการคำสั่งซื้อ ออกแบบ ผลิต ลูกค้า และระบบแผนก ก่อนเลือกการเชื่อมต่อ แพลตฟอร์ม หรือระบบอัตโนมัติที่วัดผลได้

แหล่งข้อมูลต้นฉบับ
depa Reveals 2024 Digital Density Survey in Thai Industry: Moving Toward Level 2.0 ↗Digital Economy Promotion Agency (depa) · เผยแพร่ 2025-04-23 · อัปเดต 2026-08-16

หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่ระบุไว้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย ภาษี หรือการปฏิบัติตามกฎ การตีความและความรับผิดชอบด้านภาษีไทย VAT, WHT, BOI, ศุลกากร, e-Tax หรือ PDPA ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติในประเทศไทยตรวจทานตามโครงการจริง